แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ กล้องวงจรปิด แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ กล้องวงจรปิด แสดงบทความทั้งหมด

วันพฤหัสบดีที่ 16 ตุลาคม พ.ศ. 2557

ทองลง 100 รูปพรรณ ขายออกบาทละ 19,450 บ.

EyWwB5WU57MYnKOuFHM16WeAYE9Fh1273rx1SeRutlCJ0mSmFwbgZjสมาคมค้าทองคำ ประกาศราคาซื้อขายทองคำรอบแรก ประจำวันที่ 17 ต.ค. 57 กล้องวงจรปิดราคาทองปรับลดลง 100 บาท โดยทองคำแท่งรับซื้อบาทละ 18,950 บาท ขายออกบาทละ 19,050 บาท ทองรูปพรรณรับซื้อบาทละ 18,677.12 บาท ขายออกบาทละ 19,450 บาท.ราคาทองคำประกาศซื้อขายรอบแรก ปรับลง 100 บาท ทองคำแท่ง ขายออกบาทละ 19,050 บาท ทองรูปพรรณ ขายออกบาทละ 19,450 บาท

แหล่งที่มา  :  ไทยรัฐ

Source: ทองลง 100 รูปพรรณ ขายออกบาทละ 19,450 บ.

วันอาทิตย์ที่ 5 ตุลาคม พ.ศ. 2557

แทงเพื่อนดับ!ดื่มเลือดสยบวิญญาณ

846483พ.ต.อ.สาโรช กล่าวว่า สืบเนื่องจากเมื่อวันที่ 3 ต.ค. เวลา 07.30 น พนักงานสอบสวนสน.อุดมสุข รับแจ้งจากพลเมืองดีว่ามีคนร้ายใช้อาวุธมีดแทงนายไส ลิน อายุ 20 ปี สัญขาติพม่า นอนเสียชีวิตอยู่ภายในห้อง 3/2 ชั้น 3 ที่หมู่บ้านรุ่งอรุณ เลขที่ 40/253 ห้อง3/2 ชั้น 3 (ชุมชน 40 ไร่ ) แขวงประเวศเขตประเวศ กรุงเทพ ฯ จึงสั่งการให้ฝ่ายสืบสวนเร่งหาตัวคนร้าย จากการสอบถาม กล้องวงจรปิดนายชวัลกรยา กลิ่นหอม ผู้ดูแลห้องเช่าให้การว่า ผู้ตายได้เข้ามาพักอาศัยในห้องดังกล่าว เมื่อวันที่ 2 ก.ย. ที่ผ่านมา พร้อมกับผู้ต้องหา โดยทั้งคู่มีอาชีพเป็นช่างทาสี ภายหลังเกิดเหตุนายอากีได้หายตัวไป

จาก การสอบสวนนายอากี ให้การรับสารภาพว่า เป็นผู้ลงมือฆ่านายไส เนื่องจากไม่พอใจที่ผู้ตายมาติดพันแฟนสาวของตนเอง โดยใช้ไม่ตีพริกทุบไปที่ศีรษะและคอของผู้ตายหลายครั้ง ก่อนจะแน่นิ่งไปแล้วจึงใช้มีดปลายแหลมแทงไปที่คอ และลำตัวอีกหลายแผลจนเสียชีวิต หลังเสร็จตนจึงเอาผ้าคลุมผู้ตายไว้ ก่อนจะใช้ชีวิตอยู่ในห้องเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น และยังใช้มีดที่แทงเพื่อนไปทำกับข้าว และนอนข้างผู้ตาย ทั้งยังมีการดื่มเลือดของเพื่อนตามความเชื่อทางไสยศาสตร์ที่ต้องการสยบ วิญญาณไม่ให้เพื่อนเข้าสิงร่างตนด้วย กระทั่งเวลาผ่านไปจน 05.30น. ของวันที่ 3 ต.ค. ตนเองจึงตื่นมาเก็บข้าวของ เพื่อหลบหนีคดี เบื้องต้นเจ้าหน้าที่แจ้งข้อหา ฆ่าผู้อื่น ดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมายต่อไปที่สถานีตำรวจนครบาลอุดมสุข พ.ต.อ.สาโรชซุ่นทรัพย์ รอง.ผบก.น.4 พ.ต.อ.สง่า กรรภิรมย์ ผกก.กก.สส.บก.น.4 พ.ต.อ.สมพร กฤษณะพิพัฒน์ ผกก.สน.อุดมสุข พ.ต.ท.สมปอง สำราญใจ รอง.ผกก.สส. พ.ต.ท.สุพจน์ พุ่มแหยม สว.สส. และเจ้าหน้าที่ฝ่ายสืบสวนร่วมกันแถลงผลการจับกุม นายอากี หล่า อายุ 30 ปีสัญชาติพม่า ผู้ต้องหาตามหมายจับของศาลจังหวัดพระโขนงที่ ส.503/2557 ลงวันที่ 4 ต.ค.57 ข้อหาใช้อาวุธมีดแทงผู้อื่นจนถึงแก่ความตาย พร้อมของกลางอาวุธมีด ไม้ตีพริก เสื้อผ้าที่ใช่ก่อเหตุ และโทรศัพท์มือถือ จับกุมได้ที่ห้องเช่าภายในซอยสำโรงเหนือซอย 5ต.สำโรงเหนือ อ.เมือง จ.สมุทรปราการ

แหล่งที่มา  :  เดลินิวส์

Source: แทงเพื่อนดับ!ดื่มเลือดสยบวิญญาณ

วันอาทิตย์ที่ 28 กันยายน พ.ศ. 2557

ผู้พิพากษายิงเมียดับก่อนยิงตัวตายตาม

840800ร.ต.ท.วีระชน มั่นต่าย ร้อยเวร สภ.หนองปลิง ต.หนองปลิง อ.เมือง จ.นครสวรรค์ รับแจ้งเหตุฆ่ากันตายภายในบ้านเลขที่ 3/116 หมู่ 2 ต.หนองปลิง จึงเดินทางไปตรวจสอบที่เกิดเหตุเป็นบ้านเดี่ยว 2 ชั้นมีรั้วล้อมรอบ พบบริเวณหน้าบ้านมีปลอกกระสุนขนาด 7 ม.ม.ตกอยู่ทั้งนอกรั้วและในเขตบ้าน 8 ปอก ส่วนภายในบ้าน บนชั้น 2 หน้าห้องนอนพบศพสองสามีภรรยา คือ นายเฉลิมพล บุตรดี อายุ 42 ปี เป็นผู้พิพากษาศาลแขวง จ.พิษณุโลก และนางสุวรรณา บุตรดี อายุ 40 ปี นอนเสียชีวิตอยู่ข้างกันในสภาพมีรอยบาดแผลถูกยิงด้วยอาวุธปืนทั้งคู่ โดยมีอาวุธปืนขนาด 7 ม.ม. ตกอยู่ระหว่างกลางร่างของผู้ตายทั้ง 2 จึงได้เก็บไว้เป็นหลักฐาน

จากการสอบสวนนายเอ (นามสมมุติ) อายุ 16 ปี บุตรชายของนายเฉลิมพล และนางสุวรรณา ให้การว่า ขณะเกิดเหตุตนเองอยู่ภายในห้องนอนได้ยินเสียงพ่อตะโกนโวยวายหน้าบ้าน ก่อนจะได้ยินเสียงปืนดังขึ้นหลายนัด จากนั้นก็ได้ยินเสียงพ่อทะเลาะกับแม่อย่างรุนแรงที่หน้าประตูห้องนอน กระทั่งได้ยินเสียงปืนดังขึ้นอีก 2 นัด จึงได้รีบเปิดห้องออกมาดูก็พบพ่อกับแม่นอนจมกองเลือดเสียชีวิตอยู่หน้าห้อง นอนแล้ว

อย่างไรก็ตาม เบื้องต้นทางเจ้าหน้าที่ทราบว่า ก่อนหน้าที่จะเกิดเหตุการณ์นายเฉลิมพลได้ออกจากบ้านไปสังสรรค์กับเพื่อนฝูงกล้องวงจรปิด จนกระทั่งกลับมามีปากเสียงทะเลาะกับภรรยาอย่างรุนแรงจนถึงขั้นใช้อาวุธปืน เพื่อจบปัญหาชีวิต คาดว่านายเฉลิมพลและนางสุวรรณา น่าจะมีปัญหาครอบครัวในเรื่องอะไรบางอย่างแต่คุยกันไม่รู้เรื่อง จึงทำให้นายเฉลิมพลเกิดบันดาลโทสะใช้อาวุธปืนยิงภรรยาเสียชีวิต ก่อนยิงตัวเองตายตาม

แหล่งที่มา  :   เดลินิวส์

Source: ผู้พิพากษายิงเมียดับก่อนยิงตัวตายตาม

วันพฤหัสบดีที่ 25 กันยายน พ.ศ. 2557

'จิ้ม' ให้ปลอดภัย

                            abc8ag9a6cccjacjk5djk ราวๆ กลางเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา "โฮเทลส์ ดอทคอม" ซึ่งเป็นเว็บไซต์เพื่อการท่องเที่ยว ได้เผยผลสำรวจพฤติกรรมการใช้อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์เพื่อการสื่อสาร โดยมุ่งเน้นสำรวจพฤติกรรมการใช้โทรศัพท์มือถือระหว่างเวลาเดินทางท่องเที่ยว ในช่วงวันหยุดพักผ่อน เป็นการสำรวจนักท่องเที่ยวจาก 28 ประเทศทั่วโลกผลสำรวจบ่งชี้ว่า คนเอเชียติดโทรศัพท์มือถือมากกว่าชาติอื่นๆ และ “คนไทย” เป็นชาติอันดับ 1 ที่ไม่ต้องการอยู่ห่างจากโทรศัพท์มือถือ แม้ในเวลาท่องเที่ยวใน รายงานฉบับดังกล่าวระบุว่า ประมาณ 85% ของคนไทยผู้ตอบแบบสอบถามเลือกที่จะพกโทรศัพท์มือถือติดตัวตลอด แม้แต่ในช่วงเที่ยวพักผ่อน ตามด้วยนักท่องเที่ยวเกาหลีที่มีจำนวนกว่า 78% ปฏิเสธที่จะงดใช้โทรศัพท์มือถือติดต่อทั้งเรื่องงานและเรื่องส่วนตัวในเวลา ท่องเที่ยว ขณะที่นักท่องเที่ยวญี่ปุ่นอยู่ในอันดับที่ 3 ด้วยสัดส่วน 69% และมีคนไทยน้อยกว่า 1% เท่านั้นที่รู้สึกเสียใจหรือรู้สึกผิด ที่ใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับโทรศัพท์ในระหว่างการในส่วนของการใช้งานนั้น พบว่า 64% ใช้เวลาส่วนหนึ่งไปกับการเช็กอีเมลผ่านโทรศัพท์มือถือ และ 100% ใช้มือถือเพื่อเชื่อมต่อกับโซเชียลเน็ตเวิร์ก


                            เป็นผลสำรวจที่ทำให้หลายคนเงียบสนิทและยอมรับว่า ‘จริง’ เพราะโทรศัพท์มือถือกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตแบบแยกไม่ออกแล้ว สมาร์ทโฟนไม่ได้มีไว้สำหรับโทรเข้าโทรออก แต่ยังมีไว้เพื่อ “แชท” กับผู้คนทั้งที่รู้จักและไม่รู้จัก และเพื่อติดตามทุกเรื่องบนโลกโซเชียลเน็ตเวิร์ก ไม่นับรวมการดูหนัง ฟังเพลง รวมถึงการอ่านหนังสือที่เป็น “อี-บุ๊ก” ทั้งหลาย


                            ขณะที่หลายคนทำอะไรที่มากกว่านั้น นั่นคือ ทำธุรกรรมทางการเงินบนโทรศัพท์มือถือกล้องวงจรปิด ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าสุ่มเสี่ยงไม่น้อย แม้ว่าสถาบันการเงินต่างๆ จะพยายามป้องกันการละเมิดข้อมูลส่วนตัวและข้อมูลทางการเงินให้แก่ลูกค้าหลาย ชั้นแล้วก็ตาม


                            ดังนั้น ถ้าเลี่ยงได้ก็น่าเลี่ยง แต่ถ้าเลี่ยงไม่ได้ แบงก์ก็มีข้อแนะนำเพื่อเพิ่มความปลอดภัยในการทำธุรกรรมทางการเงินผ่าน อุปกรณ์โทรศัพท์มือถือ สมาร์ทโฟนและแท็บเล็ต นั่นคือ หลีกเลี่ยงการดาวน์โหลดแอพพลิเคชั่นต่างๆ จากแหล่งอื่น นอกเหนือจาก Apple App Store, Google Play Store, Blackberry App World และ Windows Phone Store เท่านั้น หลีกเลี่ยงการกดลิงก์ (URL) ที่ส่งมากับ SMS, MMS หรืออีเมล หรือหน้าจอ (pop-up) หลอกลวง หลีกเลี่ยงการเชื่อมต่อ WiFi สาธารณะเมื่อทำธุรกรรมทางการเงิน (อันนี้เน้น - โดยเฉพาะในยุคที่เรามี free wifi ทุกที่ แม้กระทั่งรถเมล์และรถแท็กซี่) หลีกเลี่ยงการทำธุรกรรมทางการเงินผ่านอุปกรณ์ที่ได้รับการดัดแปลงระบบ ปฏิบัติการ (jail break สำหรับระบบปฏิบัติการ iOS และ root สำหรับระบบปฏิบัติการแอนดรอยด์)


                            นอกจากนี้ ยังควรติดตั้งแอพพลิเคชั่นป้องกันไวรัสบนโทรศัพท์มือถือ สมาร์ทโฟน หรือแท็บเล็ต โดยเฉพาะที่ใช้ทำธุรกรรมออนไลน์ รวมถึงตั้งรหัสในการเข้าใช้งานเครื่องโทรศัพท์มือถือ/อุปกรณ์อื่นๆ และระวังการป้อนรหัสลับในที่สาธารณะ ไม่กำหนด Mobile PIN ด้วยตัวเลขเรียงกัน ตัวเลขซ้ำกัน หรือเดาได้ง่าย เช่น หมายเลขบัตรประจำตัวประชาชนหมายเลข บัตรเครดิต ทะเบียนรถ วันเดือนปีเกิด


                            ไม่กำหนด Password ด้วยตัวอักษรหรือตัวเลขเรียงกัน ซ้ำกัน หรือเดาได้ง่าย เช่น หมายเลขบัตรประจำตัวประชาชน หมายเลขบัตรเครดิต ทะเบียนรถ วันเดือนปีเกิด ชื่อนามสกุล ชื่อเล่น และกรณีที่กำหนด Password เป็นภาษาอังกฤษ ควรให้มีทั้งตัวอักษรภาษาอังกฤษ ตัวพิมพ์ใหญ่ และตัวพิมพ์เล็ก  สามารถเปลี่ยน Mobile PIN หรือรหัสลับส่วนตัว (Password) ได้บ่อยตามที่ต้องการ และหากส่งอุปกรณ์เข้าซ่อม หรือขายต่อ ให้ลบแอพพลิเคชั่นโมบาย แบงกิ้งออกจากเครื่อง เพื่อความปลอดภัย


                            กรณีโทรศัพท์มือถือสูญหาย ขอให้รีบติดต่อเจ้าหน้าที่ธนาคาร เพื่อระงับการใช้บริการชั่วคราว กรณีเปลี่ยนแปลงหมายเลขโทรศัพท์มือถือที่ลงทะเบียนไว้กับธนาคาร ขอให้ติดต่อที่สาขาธนาคาร เพื่อแก้ไขข้อมูลการใช้บริการ ธนาคารจะมีการแจ้งผลทางอีเมลแอดเดรสทุกครั้ง เพื่อยืนยันการทำธุรกรรมทั้งการโอนเงิน และการชำระค่าสินค้าและบริการ โดยจะส่งไปยังอีเมลแอดเดรสที่ลงทะเบียนไว้กับธนาคารตั้งแต่ตอนสมัครใช้ บริการ หากท่านไม่ได้เป็นผู้ทำรายการ ควรรีบติดต่อเจ้าหน้าที่ธนาคารทันที


                            คำแนะนำทั้งหมดที่ยกมา เป็นคำแนะนำของธนาคารกรุงเทพ ที่แจ้งเตือนสำหรับลูกค้าบัวหลวง เอ็มแบงกิ้ง ของธนาคาร


                            มี 2 ข้อที่เป็นไฮไลท์ คือ หนึ่ง - หลีกเลี่ยงการเชื่อมต่อ WiFi สาธารณะเมื่อทำธุรกรรมทางการเงิน และสอง - ระวังการป้อนรหัสลับในที่สาธารณะ โดยเฉพาะข้อสองที่อันตรายมาก เพราะระหว่างที่เราก้มๆ เงยๆ กับโทรศัพท์ในมือ เราไม่รู้เลยว่า ใครจับจ้องการป้อนรหัสลับของเราอยู่บ้าง อีกหนึ่งวิธีที่ช่วยป้องกันได้หากจำเป็นจริงๆ ก็คือ กระจกกันรอยหรือไพรเวซี่ กลาส (Privacy Glass) ที่ช่วยเพิ่มความเป็นส่วนตัว


                            “กิตติพงศ์ กิตติภัสสร” ผู้อำนวยการฝ่ายบริหารผลิตภัณฑ์และการตลาด บมจ.ทีดับบลิวแซด คอร์ปอเรชั่น บอกว่า ความพิเศษของทีดับบลิวแซด ไพรเวซี่ กลาส อยู่ที่กระจกกันรอยดังกล่าวจะป้องกันการมองเห็นจากคนข้างๆ อย่างรอบทิศทาง ด้วยการบังคับการตกกระทบและการหักเหของแสง ทำให้ความสามารถในการมองเห็นหน้าจอโทรศัพท์มือถือจะอยู่ในระดับ 30 องศาจากจุดกึ่งกลางของหน้าจอ ไม่ว่าจะเป็นด้านบนหรือล่าง ด้านซ้ายหรือขวา หรือพูดง่ายๆ ก็คือ ผู้ที่ถือโทรศัพท์เท่านั้นที่จะมองเห็นหน้าจอโทรศัพท์


                            “ใครที่เคยรู้สึกอึดอัด ต้องคอยระแวงระวังคนข้างๆ โดยเฉพาะเมื่อเราใช้จำเป็นต้องโทรศัพท์ในที่สาธารณะ ในรถไฟฟ้าที่เต็มไปด้วยผู้คน ในธนาคารพาณิชย์ หรือในสถานที่อื่นที่ปริมาณคนคับคั่ง ปัญหาเหล่านี้จะหมดไป ซึ่งนอกจากจะป้องกันการมองเห็นเพื่อเพิ่มความเป็นส่วนตัว และเพิ่มความปลอดภัยในการใช้โทรศัพท์มือถือแล้ว ทีดับบลิวแซด ไพรเวซี่ กลาส ยังป้องกันการสะท้อน ป้องกันรอยขีดข่วน และป้องกันรอยนิ้วอีกด้วย”


                            ดูเหมือนทีดับบลิวแซด ไพรเวซี่ กลาส กระจกกันรอยเพิ่มความเป็นส่วนตัว จะช่วยให้การป้อนรหัสลับ หรือการจิ้มโทรศัพท์มือถือเพื่อทำธุรกรรมทางการเงินปลอดภัยขึ้น แต่มีข้อจำกัด 2 ข้อที่คนที่สนใจต้องยอมรับ นั่นคือ หนึ่ง - หาซื้อได้ที่ช็อปทีดับบลิวแซด และสอง - ณ เวลานี้ เขาทำมาเฉพาะไอโฟน 6 และไอโฟน 6 พลัสเท่านั้น

แหล่งที่มา  :  คมชัดลึก

Source: 'จิ้ม' ให้ปลอดภัย

วันอังคารที่ 5 สิงหาคม พ.ศ. 2557

แฮกเครื่องบินผ่าน Wi-Fi บนเครื่อง

thumb640x360_8313506902อะไรที่ใช้คอมพิวเตอร์เป็นตัวประมวลผลหรือควบคุมการทำงานก็มีโอกาสที่จะถูกแฮกได้

หนึ่ง กล้องวงจรปิด ในยานพาหนะที่คนไม่อยากให้โดนแฮกก็คือเครื่องบิน แต่ล่าสุดที่ปรึกษาด้านความปลอดภัยบนโลกไซเบอร์ชื่อว่า Ruben Santamarta สามารถค้นพบวิธีแฮกเครื่องบินผ่านบริการ Wi-Fi และระบบให้ความบันเทิงบนเครื่อง

วิธี การของ Santamarta จะช่วยให้แฮกเกอร์แทรกซึมเข้าสู่ระบบอิเลคทรอนิกส์สำหรับควบคุมอากาศยานและ การสื่อสาร (avionics systems) นั่นหมายความว่าพวกเหล่าร้ายมีโอกาสที่จะรบกวนระบบนำทาง, การสื่อสาร และระบบรักษาความปลอดภัย

Santamarta ได้ทำการทดสอบแนวคิดและวิธีการของเขาในสภาพแวดล้อมปิดในโรงงานแห่งนึงของ IOActive ที่เมืองมาดริด โดยใช้เครื่องบิน Aviation 700 ที่มีระบบการสื่อสารผ่านดาวเทียมที่พัฒนาโดยบริษัท Cobham ซึ่งเค้าก็ประสบความสำเร็จในการแฮกเข้าสู่ระบบของเครื่องบิน แต่ทาง Cobham ก็ออกมาตั้งข้อสังเกตว่าวิธีนี้จะใช้กับสถานการณ์จริงได้ผลรึเปล่าเพราะระบบ ของเครื่องที่ขายจริงจะอนุญาตให้เฉพาะคนที่ได้รับอนุญาต มีสิทธิ์เข้าถึงได้เท่านั้น

ถ้า ใครสนใจอยากรู้รายละเอียดเพิ่มเติม Santamarta ก็จะนำข้อมูลมาเผยแพร่ในงาน BlackHat 2014 ที่กำลังจะเกิดขึ้นในสัปดาห์นี้ค่ะ การเผยแพร่นี้ก็เพื่อให้ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องช่วยกันแก้ไขและวิธีป้องกัน ก่อนที่จะถูกนำไปใช้ในทางที่ผิดค่ะ

ที่มา dailygizmo.tv



Source: แฮกเครื่องบินผ่าน Wi-Fi บนเครื่อง

วันเสาร์ที่ 26 กรกฎาคม พ.ศ. 2557

คดีพลทหารถูกรุมทำร้ายดับในค่ายทหาร

news08-1

"อยากให้ดำเนินคดีกับผู้กระทำผิดตามกฎหมายให้ถึงที่สุด เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมกับลูกชายและครอบครัว และให้ผู้ก่อเหตุมาขอขมาศพลูกชาย ตนและภรรยาไม่อยากให้เหตุการณ์ในลักษณะนี้เกิดขึ้นอีก" นายประจวบ กล่าว

นายประจวบกล่าวอีกว่า พลทหารชนะชนเป็นลูกชายคนเดียว และเป็นความหวังเดียวของครอบครัว แต่กลับมาเกิดเหตุการณ์เช่นนี้ขึ้น ตนและภรรยายังทำใจไม่ได้ เพราะอีกเพียง 3 เดือน ลูกก็จะปลดกระจำการแล้ว และลูกยังเคยบอกไว้ว่าอยากทำงานรับใช้ชาติ ที่ผ่านมาลูกเคยไปปฏิบัติหน้าที่ใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้มาแล้ว หลังปลดประจำการก็ตั้งใจว่าจะไปสอบเข้ารับราชการทหาร แต่กลับมาเกิดเหตุเช่นนี้ขึ้นก่อน จึงอยากขอความเป็นธรรมให้กับลูกชายเรื่องความกระจ่างในคดี และช่วยเหลือด้านสวัสดิการต่างๆ ที่ควรจะได้รับด้วย

"แต่ถ้ายังไม่ได้รับความกระจ่างเรื่องคดี กล้องวงจรปิด หรือยังไม่ได้รับความเป็นธรรม ก็จะยังไม่เผาศพลูกชาย จากเดิมได้กำหนดจะฌาปนกิจในวันที่ 27 ก.ค. นี้ อาจจะเลื่อนออกไปไม่มีกำหนด" นายประจวบ กล่าว - สำนักข่าวไทย

26 ก.ค. - พ่อแม่พล ทหารชาวบุรีรัมย์ที่ถูกทหารรุ่นพี่รุมทำร้ายเสียชีวิตในค่ายที่ จ.ชลบุรี ร้องขอความเป็นธรรมให้ดำเนินคดีกับผู้กระทำผิดตามกฎหมาย ทั้งอยากให้ต้นสังกัดช่วยเหลือด้านสวัสดิการ เพราะลูกชายเป็นความหวังเดียวของครอบครัว เผยหากไม่ได้รับความเป็นธรรมจะยังไม่เผาศพลูกชาย

นายประจวบ เหลื่อมพิมาย อายุ 47 ปี และนางสมหวัง เหลื่อมพิมาย อายุ 45 ปี อยู่บ้านเลขที่ 115 ม.13 บ.โนนดินแดง ต.โนนดินแดง อ.โนนดินแดง จ.บุรีรัมย์ พ่อแม่ของพลทหารชนะชน เหลื่อมพิมาย อายุ 23 ปี ซึ่งเป็นพลทหารกองประจำการสังกัดค่ายทหารแห่งหนึ่งใน อ.สัตหีบ จ.ชลบุรี เรียกร้องขอความเป็นธรรม หลังลูกชายถูกพลทหารรุ่นพี่ในค่ายเดียวกันรุมทำร้ายจนเสียชีวิตบนเรือนนอน ภายในค่ายทหาร

นายประจวบเล่าว่า จากคำบอกเล่าของเพื่อนพลทหารด้วยกันทราบว่าวันเกิดเหตุคือ วันที่ 22 ก.ค. ที่ผ่านมา มีการจัดงานเลี้ยง ส่งพลทหารรุ่นพี่ที่จะปลดประจำการในวันที่ 1 ส.ค. และมีเรื่องทะเลาะวิวาทชกต่อยกันในงานเลี้ยง หลังจากนั้นได้แยกย้ายกันขึ้นไปนอนตามปกติ กระทั่งเวลาประมาณ 02.00 น. วันที่ 23 ก.ค. พลทหารรุ่นพี่ได้ขึ้นไปรุมทำร้ายพลทหารชนะชนบนเรือนนอนขณะกำลังนอนหลับ โดยที่ลูกชายไม่มีโอกาสได้ต่อสู้ขัดขืนหรือปกป้องตัวเอง จนทำให้เสียชีวิต มีร่องรอยฟกช้ำตามใบหน้าและร่างกาย เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นตนและภรรยายังทำใจไม่ได้ จึงอยากให้ต้นสังกัดออกมาชี้แจงข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น และอยากทราบความกระจ่างเรื่องคดี

นำเสนอข่าวโดยทีมงาน Sanook.com

 

Source: คดีพลทหารถูกรุมทำร้ายดับในค่ายทหาร

วันเสาร์ที่ 19 กรกฎาคม พ.ศ. 2557

ลูกชายเสี่ยอลูมิเนียม ดับคาเก๋งหรู เข็มฉีดยาปักคาแขน

news07-1

ความคืบหน้ากรณีพบผู้เสียชีวิตอยู่ภายในรถยนต์บีเอ็มดับเบิ้ลยู ที่จอดเอาไว้บริเวณถนนดวงพิทักษ์ ย่านคลองเตย พบเข็มฉีดยาปักคาอยู่ที่แขน เสียชีวิตอย่างเป็นปริศนา เมื่อช่วงเช้าวานนี้ (18 ก.ค.) เบื้องต้นน่าจะเกิดจากอาการเสพยาเกินขนาด

สำหรับเหตุดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อช่วงเช้ามืดของวันที่ 18 กรกฎาคมที่ผ่านมากล้องวงจรปิด เจ้าหน้าที่ตำรวจ สน.ลุมพินี ได้รับแจ้งเหตุพบคนเสียชีวิตอยู่ภายในรถยนต์เอ็มดับเบิ้ลยู รุ่น325 ไอ สี บรอนส์เทา หมายเลขทะเบียน 1 กฆ 7838 กรุงเทพมหานคร ซึ่งจอดติดเครื่องเอาไว้ริมถนนดวงพิทักษ์ จากการตรวจสอบพบว่าประตูถูกล็อคจากด้านในทั้ง 4 ด้าน เจ้าหน้าที่จึงได้งัดเพื่อเปิดประตู

เมื่อตรวจสอบภายในรถคันดังกล่าว พบศพผู้ชายแต่งกายดี นอนคว่ำหน้าอยู่ที่นั่งฝั่งคนขับ พบเข็มฉีดยาปักคาเอาไว้ที่แขนซ้าย อีกทั้งยังมีร่องรอยของเข็มฉีดยาอีกหลายตามแขนและขาหนีบ นอกจากนี้ยังพบเข็มฉีดยาใช้แล้วอยู่ภายในรถด้วย ส่วนผู้เสียชีวิตทราบชื่อในภายหลังคือ นายพลภัทร มหรัตนวิโรจน์ อายุ 32 ปี

ต่อมา นายสรศักดิ์ มหรัตนวิโรจน์ อายุ 36 ปี พี่ชายของผู้เสียชีวิตได้เดินทางมาติดต่อกับเจ้าหน้าที่ โดยให้การว่า ผู้เสียชีวิตเป็นน้องชาย ช่วยธุรกิจผลิตและส่งออกอลูมิเนียมทุกชนิดของครอบครัว แต่ภายหลังพบว่าติดยาเสพติด ทางครอบครัวจึงพาไปเข้ารับการบำบัดยาเสพติด เมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา และเมื่อวันที่ 15 กรกฎาคมที่ผ่านมา นายพลภัทร มีนัดกับแพทย์ที่สถานบำบัด หลังจากนั้นก็ไม่สามารถติดต่อได้อีกเลย

อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่สันนิษฐานว่า ผู้เสียชีวิตน่าจะสียชีวิตจากอาการหัวใจวายเฉียบพลัน เนื่องจากเสพยาเสพติดเกินขนาด ส่วนเป็นยาเสพติดหรือสารประเภทใดกำลังรอผลจากทางนิติเวช ร.พ.จุฬาลงกรณ์ คาดว่าน่าเสียชีวิตมา 2 วัน เนื่องจากมีพยานพบเห็นรถคันดังกล่าวจอดติดเครื่องทิ้งไว้ตลอด 2 วัน ก่อนจะพบศพผู้เสียชีวิต ขณะที่ทางญาติผู้เสียชีวิตไม่ได้ติดใจเหตุการเสียชีวิต จึงมารับศพเพื่อดำเนินการพิธีกรรมทางศาสนาต่อไป

นำเสนอข่าวโดยทีมงาน Sanook.com

Source: ลูกชายเสี่ยอลูมิเนียม ดับคาเก๋งหรู เข็มฉีดยาปักคาแขน

วันจันทร์ที่ 14 กรกฎาคม พ.ศ. 2557

'สุขุม' คาดทหารตบเท้านั่ง 'สภานิติบัญญัติ-สภาปฏิรูป' เกินครึ่ง



"สุขุม นวลสกุล" คาดสภานิติบัญญัติ-สภาปฏิรูป มีทหารเกินครึ่ง ด้าน "วินธัย" ปัดข่าวลือทหารนั่ง 80 คน ชี้ต้องรอธรรมนูญชั่วคราวประกาศใช้ก่อน...


EyWwB5WU57MYnKOuFZlKJ9yZ7u4CwSpRORnqWuiigWFPP1uRd9ACy6

วันที่ 14 ก.ค. นายคมสัน โพธิ์คง อาจารย์คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช กล่าวถึงกระแสการคัดเลือกสภานิติบัญญัติ (สนช.) และสภาปฏิรูปสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ว่า เชื่อว่าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) จะไม่แต่งตั้งสัดส่วนของทหารเข้ามาทำหน้าที่ในสภา สนช. เกินครึ่งหนึ่งของจำนวน 200 คน ตามที่มีกระแสข่าว เนื่องจากต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ กล้องวงจรปิดในขณะที่ทราบว่าเป็นที่จับตาของสื่อมวลชน แต่อาจมีความเป็นไปได้ที่จะมีสัดส่วนของทหารประมาณ 70-80 คน เพื่อให้อาจสั่งการด้านนโยบายได้ เพราะมีการถอดบทเรียนจากที่ผ่านมา ในอำนาจสมัยคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.) ปี 2549 ที่ไม่สามารถควบคุมอำนาจใน สนช.ได้ แต่ในการพิจารณาเรื่องต่างๆ จะรับฟังความเห็นจากผู้เชี่ยวชาญอยู่แล้ว

นายคมสัน กล่าวต่อว่า ที่มาของ สนช. ควรเป็นผู้มีความรู้ ความเชี่ยวชาญด้านกฎหมายเป็นพิเศษ เพราะต้องเข้ามาพิจารณากลั่นกรองกฎหมายเป็นหลัก ขณะเดียวกัน ต้องมีนักเทคนิคด้านต่างๆ เช่น วิศวกร จัดสรรสิ่งแวดล้อม แรงงาน เกษตร และภาคธุรกิจ ให้มีความเหมาะสม ส่วนกระแสข่าวที่จะให้อดีตสมาชิกวุฒิสภาที่มีความเป็นกลาง เข้ามาทำหน้าที่ใน สนช. นายคมสันต์ มองว่า เป็นเรื่องดี เพราะมีหลายคนที่มีความเหมาะสม

ทางด้าน นายสุขุม นวลสกุล อดีตอธิการบดีมหาวิทยาลัยรามคำแหง กล่าวถึงที่มาของ สนช. และ สปช. ว่า ขณะนี้น่าจะชัดเจนแล้วว่า คสช.เป็นผู้คัดเลือกสมาชิกสภานิติบัญญัติเอง มีจำนวนสองร้อยคน และไม่ห้ามข้าราชการประจำเป็น โดยน่าจะคัดเลือกบุคคลที่ คสช.ไว้วางใจ อาจเป็นทหารเกินครึ่ง เพราะจุดประสงค์ให้มาสนับสนุน คสช.เต็มที่ แต่อาจมีคนนอกเป็นไม้ประดับมาบ้าง แต่ที่มาของสภาปฏิรูปการเมือง จะคัดเลือกจากส่วนต่างๆ โดยเฉพาะกลุ่มวิชาชีพ 11 กลุ่ม ที่สำคัญให้เสนอมาจังหวัดละ 5 คน และเลือกให้เหลือ 76 คน ซึ่ง คสช.ก็เป็นผู้คัดเลือกเองอีก โดยการตั้งกฎเกณฑ์ให้มีการเสนอจาก 11 กลุ่ม เพื่อทำให้ดูมีหลากกลาย ท้ายสุดเสนอมากกว่าจำนวนจริง แต่ให้เหลือแค่ 250 คน ซึ่งในท้ายสุดก็ดูว่าจะเอาใคร เป็นคนเลือกสุดท้าย

นายสุขุม กล่าวต่อว่า คสช.พยายามวางกรอบให้เหมือนมีการเสนอจากทุกๆ ฝ่าย แต่เสนอเข้ามาเพื่อดูว่า คนไหนสมควรไว้วางใจให้เป็น คนที่ได้เป็น เพราะ คมช.เห็นว่าสนองนโยบาย คสช.ได้ เหมือนกับที่พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้า คสช. พูดไว้ ถ้าไม่เด็ดขาด ก็แก้ปัญหาไม่ได้ จุดประสงค์นี้ทำให้เข้าใจว่า คสช.ทำไมต้องอย่างนั้น ไม่ใช่มาตั้งคนคอยคัดค้าน หรือถ่วงดุล อาจไม่ถึงขั้นสภารีโมต ซึ่ง  คสช. มั่นใจว่า ทั้ง สนช.และ สปช.ไม่มาสร้างปัญหาและสนับสนุน คสช. รับผิดชอบแก้ปัญหาบ้านเมืองในเวลาจำกัด ทำให้ทุกอย่างนิ่ง จนมีรัฐธรรมนูญประกาศปลายปี 2558 เรียบร้อย

ขณะที่ พ.อ.วินธัย สุวารี ทีมโฆษก คสช. เปิดเผยถึงเรื่องมีนายทหารกว่า 80 คน จะมาดำรงตำแหน่งสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ว่า เป็นเพียงข่าวลือ เพราะขณะนี้ยังไม่ถึงขั้นตอนการสรรหาบุคคลที่มาดำรงตำแหน่ง สนช. ต้องรอให้มีการประกาศใช้ธรรมนูญการปกครองชั่วคราวเสียก่อน

ส่วน ม.ล.ปนัดดา ดิศกุล ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงสัดส่วนข้าราชการในสภาปฏิรูปว่า ส่วนตัวไม่ได้เกี่ยวข้อง ต้องรอผู้บังคับบัญชาเป็นผู้คัดเลือก.

อ้างอิงจาก:thairath.co.th


Source: 'สุขุม' คาดทหารตบเท้านั่ง 'สภานิติบัญญัติ-สภาปฏิรูป' เกินครึ่ง